ช่วงสองสามสัปดาห์นี้ได้เริ่มๆเรียนกอล์ฟจาก "โปร" ที่ได้รับการแนะนำมา ความจริงเคยฝึกกอล์ฟอยู่พักหนึ่ง ประมาณครึ่งปี เมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว แต่เป็นการหัดเอง อ่านจากหนังสือ แล้วหัดตาม ดูวีดีโอ แล้วฝึกตาม ปรากฎว่าได้ผลดีมาก ตีได้มาตรฐาน ไม่ว่าใช้เหล็กเบอร์อะไร ก็ตีได้ระยะเท่ากันหมด เลยคิดว่าไม่ไหวละ คงจะไม่รุ่ง ได้เรียนรู้ว่าในบางเรื่องการอ่านหนังสือ หรือการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ก็ไม่ได้ผล จำเป็นต้องให้
"ครูฝึกมืออาชีพ" หรือที่เรียกว่า "โปร" มาสอน
พอนึกๆถึงเรื่องนี้เลยนึกขึ้นได้ถึงเรื่องความแตกต่างระหว่างมือโปรหรือ "มืออาชีพ" กับ "มือสมัครเล่น" ซึ่งเคยได้รับการสอนมาจากอาจารย์ท่านหนึ่ง ในขณะเรียนอยู่ ซึ่งตอนนั้นกำลังคร่ำเคร่ง และเคร่งเครียด กับการทำ Dissertation อยู่
ในขณะนั้นซึ่งกำลังสับสนกับการทำ dissertation และในช่วงแรกๆก็ทำออกมาได้ไม่ใคร่จะได้เรื่องได้ราวนัก จนวันหนึ่งอาจารย์ที่ปรึกษาท่านที่ว่านี้ก็ได้เรียกไปพบแล้วถามว่า
"คุณรู้รึเปล่าว่า มืออาชีพ กับ มือสมัครเล่น น่ะ มันแตกต่างกันยังไงบ้าง"
"I am not so sure"
"มีอยู่ 2 เรื่องที่แตกต่างกันมากๆ หนึ่ง มืออาชีพจะสามารถทำงานได้ทุกเมื่อ ทุกเวลา ทุกสถานะ โดยไม่มีข้อจำกัด ในขณะที่มือสมัครเล่นมักจะเอาเรื่อง/ปัญหา/อุปสรรครอบๆตัวมาเป็นข้ออ้างในการผลัดงานออกไป"
"เรื่องที่ สอง มืออาชีพจะทำงานอย่างมีความต่อเนื่อง ทุก step มีความหมาย และมีที่มาที่ไป"
"อืม..."
"ถ้าไปดูคนสองคนที่กำลังเล่นหมากรุกกัน หากดูการเดินเพียงครั้งเดียวไม่มีทางรู้หรอกว่าคนไหนเป็นมืออาชีพ คนไหนเป็นมือสมัครเล่น เพราะมือสมัครเล่นก็สามารถเดินหมากได้ดีๆอยู่บ่อยๆเหมือนกัน แต่ถ้าเฝ้าดูไปสักหกเจ็ดก้าว จะเริ่มเห็น ทุกก้าวของมืออาชีพจะมีที่มาที่ไหน เกิดจากการวางแผนและเดินในก้าวที่ผ่านๆมา และจะเดินอย่างต่อเนื่อง ไม่ออกอาการเป๋ ในขณะที่มือสมัครเล่นจะออกเป็นลักษณะแบบแก้ปัญหาเป็นก้าวๆไป"
"..."
จากวันนั้นที่ได้อาจารย์เตือนสติ ก็พยายามปรับปรุงตัวเองให้มีความเป็นมืออาชีพมากยิ่งขึ้น แล้วก็ยังเก็บเอาเรื่องนี้มาสอนให้คนที่ใกล้ชิด นักเรียน นักศึกษา และเพื่อนร่วมงานอยู่เป็นประจำ
คุณล่ะ "เป็นมืออาชีพ" แล้วหรือยัง
07 November 2007
01 October 2007
รถไฟฟ้าสายสีม่วง
เมื่อวานนี้ได้อ่านข่าวว่าสภาพัฒน์ (สศช.) ได้พิจารณาเห็นชอบให้สร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วง (บางใหญ่-บางซื่อ) และจะได้นำเรื่องเข้าคณะรัฐมนตรีเพื่ออนุมัติให้เริ่มก่อสร้างได้
ได้ยินข่าวนี้แล้วรู้สึกอึ้ง ผสมกับผิดหวังมากๆ
คนที่ติดตามเรื่องการพัฒนาระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน (ระบบราง) ในกรุงเทพฯ จะรู้ว่ารถไฟฟ้าตามที่มีการศึกษาและวางแผนไว้นั้นมีทั้งสิ้น 7 สาย (ในระยะแรก) ตั้งแต่สายสีน้ำเงิน (สายวงกลม ต่อจากหัวลำโพง ข้ามมาฝั่งธนฯ และวิ่งตาม ถ.จรัญฯไปบรรจบกับสายเดิมที่บางซื่อ) สายสีแดง (รังสิต-มหาชัย) สายสีเขียวอ่อน และเขียวแก่ (ส่วนต่อขยายจากบีทีเอสเดิม) สายสีม่วง (บางใหญ่-บางซื่อ-ราษฎร์บูรณะ) สายสีส้ม และ สายสี... (จำไม่ได้)
ในบรรดาทุกสายที่กล่าวมานั้น หากเรียงลำดับตามปริมาณความต้องการแล้ว สายสีน้ำเงิน สายสีแดง และสายสีเขียว ซึ่งควรจะเป็นสายแรกๆที่สร้างก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสายสีน้ำเงินที่เป็นสายวงกลมภายในเมือง ที่จะทำให้เกิดการไหลของมวลชนไปในทิศทางต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ คล้ายกับสายวงกลมในเมืองใหญต่างๆ อาทิ Circle Line ในมหานครลอนดอน สายยามาโนเตะ ในกรุงโตเกียว เป็นต้น
แต่สายที่จะเริ่มก่อสร้างต่อไปเป็นอันดับแรกกลับเป็นสายสีม่วง ซึ่งเป็นสายวิ่งจากนอกเมือง (บางใหญ่ จ.นนทบุรี) เข้ามาในเมือง ซึ่งไม่ได้บรรจบกับสถานีบางซื่อของสายสีน้ำเงินในปัจจุบันด้วยซ้ำไป
ในปัจจุบันสายสีน้ำเงินที่เป็นรถไฟใต้ดินนั้นมีผู้โดยสารวันละ 2 แสนกว่าคน ซึ่งก็ยังต่ำกว่าจุดคุ้มทุน ทั้งๆที่เป็นรถไฟในเมือง มีผู้คนขึ้นใช้บริการตลอดวัน รวมถึงวันเสาร์อาทิตย์ และวันหยุดราชการ
ในขณะที่สายสีม่วงเป็นรถไฟที่วิ่งจากนอกเมือง จะมีคนขึ้นมากก็เฉพาะในตอนชั่วโมงเร่งด่วนตอนเช้า และเย็น เท่านั้น แถมวันเสาร์อาทิตย์ และวันหยุดราชการก็จะมีคนใช้บริการน้อย มีโอกาสที่จะขาดทุนสูง
ยิ่งในครั้งนี้ผู้รับผิดชอบบอกว่า รัฐจะเป็นผู้ลงทุนเอง (อาจจะกู้เงินมาจากแหล่งใดแหล่งหนึ่ง เช่น เจบิก หรือแหล่งเงินทุนอื่นๆ) แทนที่จะใช้ระบบสัมปทานเหมือนอย่างโครงการอื่นๆ ซึ่งหากใช้ระบบสัมปทานรัฐก็จะได้ไม่ต้องแบกรับภาระขาดทุน (ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นสูง) อีกด้วย
คำถามในขณะนี้คือ ทำไมต้องสร้างสายสีม่วงก่อน ในขณะที่ยังมีสายอื่นๆที่มีความต้องการ มีความจำเป็นเร่งด่วนใด คำตอบที่มักจะตอบเป็นแผ่นเสียงตกร่องคือ เพราะว่าเป็นสายที่พร้อมที่สุด มีแบบก่อสร้างแล้ว เวนคืนก็ไม่มีปัญหา ซึ่งไม่ใช่เหตุผลที่ดีเลย
ผู้ที่อาศัยอยู่ตามแนวรถไฟฟ้าสายสีม่วง อาจจะนึกโกรธหรือไม่ชอบสิ่งที่ผมเขียนในลักษณะนี้ แต่ผมขออนุญาตเขียนในฐานะผู้เสียภาษีคนหนึ่ง ซึ่งหากเกิดภาวะขาดทุน รัฐก็จะต้องใส่เงินลงไปกับโครงการนี้อีกมาก เหมือนกับกรณี ขสมก. ซึ่งก็จะกระทบกับภาษีที่ผมเสียให้รัฐทุกปี
ผมนึงขอบ่น ด้วยประการฉะนี้
ได้ยินข่าวนี้แล้วรู้สึกอึ้ง ผสมกับผิดหวังมากๆ
คนที่ติดตามเรื่องการพัฒนาระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน (ระบบราง) ในกรุงเทพฯ จะรู้ว่ารถไฟฟ้าตามที่มีการศึกษาและวางแผนไว้นั้นมีทั้งสิ้น 7 สาย (ในระยะแรก) ตั้งแต่สายสีน้ำเงิน (สายวงกลม ต่อจากหัวลำโพง ข้ามมาฝั่งธนฯ และวิ่งตาม ถ.จรัญฯไปบรรจบกับสายเดิมที่บางซื่อ) สายสีแดง (รังสิต-มหาชัย) สายสีเขียวอ่อน และเขียวแก่ (ส่วนต่อขยายจากบีทีเอสเดิม) สายสีม่วง (บางใหญ่-บางซื่อ-ราษฎร์บูรณะ) สายสีส้ม และ สายสี... (จำไม่ได้)
ในบรรดาทุกสายที่กล่าวมานั้น หากเรียงลำดับตามปริมาณความต้องการแล้ว สายสีน้ำเงิน สายสีแดง และสายสีเขียว ซึ่งควรจะเป็นสายแรกๆที่สร้างก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสายสีน้ำเงินที่เป็นสายวงกลมภายในเมือง ที่จะทำให้เกิดการไหลของมวลชนไปในทิศทางต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ คล้ายกับสายวงกลมในเมืองใหญต่างๆ อาทิ Circle Line ในมหานครลอนดอน สายยามาโนเตะ ในกรุงโตเกียว เป็นต้น
แต่สายที่จะเริ่มก่อสร้างต่อไปเป็นอันดับแรกกลับเป็นสายสีม่วง ซึ่งเป็นสายวิ่งจากนอกเมือง (บางใหญ่ จ.นนทบุรี) เข้ามาในเมือง ซึ่งไม่ได้บรรจบกับสถานีบางซื่อของสายสีน้ำเงินในปัจจุบันด้วยซ้ำไป
ในปัจจุบันสายสีน้ำเงินที่เป็นรถไฟใต้ดินนั้นมีผู้โดยสารวันละ 2 แสนกว่าคน ซึ่งก็ยังต่ำกว่าจุดคุ้มทุน ทั้งๆที่เป็นรถไฟในเมือง มีผู้คนขึ้นใช้บริการตลอดวัน รวมถึงวันเสาร์อาทิตย์ และวันหยุดราชการ
ในขณะที่สายสีม่วงเป็นรถไฟที่วิ่งจากนอกเมือง จะมีคนขึ้นมากก็เฉพาะในตอนชั่วโมงเร่งด่วนตอนเช้า และเย็น เท่านั้น แถมวันเสาร์อาทิตย์ และวันหยุดราชการก็จะมีคนใช้บริการน้อย มีโอกาสที่จะขาดทุนสูง
ยิ่งในครั้งนี้ผู้รับผิดชอบบอกว่า รัฐจะเป็นผู้ลงทุนเอง (อาจจะกู้เงินมาจากแหล่งใดแหล่งหนึ่ง เช่น เจบิก หรือแหล่งเงินทุนอื่นๆ) แทนที่จะใช้ระบบสัมปทานเหมือนอย่างโครงการอื่นๆ ซึ่งหากใช้ระบบสัมปทานรัฐก็จะได้ไม่ต้องแบกรับภาระขาดทุน (ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นสูง) อีกด้วย
คำถามในขณะนี้คือ ทำไมต้องสร้างสายสีม่วงก่อน ในขณะที่ยังมีสายอื่นๆที่มีความต้องการ มีความจำเป็นเร่งด่วนใด คำตอบที่มักจะตอบเป็นแผ่นเสียงตกร่องคือ เพราะว่าเป็นสายที่พร้อมที่สุด มีแบบก่อสร้างแล้ว เวนคืนก็ไม่มีปัญหา ซึ่งไม่ใช่เหตุผลที่ดีเลย
ผู้ที่อาศัยอยู่ตามแนวรถไฟฟ้าสายสีม่วง อาจจะนึกโกรธหรือไม่ชอบสิ่งที่ผมเขียนในลักษณะนี้ แต่ผมขออนุญาตเขียนในฐานะผู้เสียภาษีคนหนึ่ง ซึ่งหากเกิดภาวะขาดทุน รัฐก็จะต้องใส่เงินลงไปกับโครงการนี้อีกมาก เหมือนกับกรณี ขสมก. ซึ่งก็จะกระทบกับภาษีที่ผมเสียให้รัฐทุกปี
ผมนึงขอบ่น ด้วยประการฉะนี้
30 September 2007
เวียดนาม โฮจิมินห์ หวุ๋งเต่า

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วได้มีโอกาสไปเวียดนามเพื่อสอนหนังสือให้กับนักศึกษาคนเวียดนาม ณ นครโฮจิมินห์ และเมืองหวุ๋งเต่า โดยเป็นครั้งแรกที่ได้เดินทางไปประเทศเวียดนาม
ก่อนหน้านี้ได้เคยได้ยินเรื่องต่างๆเกี่ยวกับประเทศเวียดนามเยอะมาก ไล่ตั้งแต่อาหารเวียดนาม คนเวียดนาม ประวัติศาสตร์ การเมือง การศึกษา เศรษฐกิจ ฯลฯ
หลังจากกลับมาจากเวียดนามพอเจอใคร เกือบทุกคนจะถามคำถามเดียวกันว่า เป็นยังไงบ้าง ที่เค้าว่าเวียดนามจะเป็นคู่แข่ง จะแซงประเทศไทย ในอีกไม่ช้านี่ จริงรึเปล่า
คำตอบจากปากของผมทุกครั้งคือ "จริง" (แต่คิดในใจ จะจริงหรือไม่ไม่ได้อยู่กับประเทศเวียดนาม แต่อยู่กับพวกเราเอง)
สิ่งที่ได้อย่างมากจากการไปเวียดนามครั้งนี้คือการได้ไปรู้จักนิสัยใจคอ รู้จักวัฒนธรรมการทำงาน วัฒนธรรมการเรียนรู้ และวัฒนธรรมการทำงานร่วมกัน ของคนเวียดนาม ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งบ่งบอกศักยภาพของคน และศักยภาพของประเทศ
คนเวียดนามมีประวัติศาสตร์การต่อสู้ที่ยาวนาน ถูกรุกรานต้องตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศต่างๆทั้ง จีน มองโกล ฝรั่งเศส และเกิดสงครามหนักๆหลายรอบ กับประเทศมหาอำนาจหลายประเทศ ดังนั้นคนเวียดนามจึงมีสายเลือกนักสู้อย่างไม่ต้องสงสัย
ในขณะที่สอนนั้น ผมได้ให้โจทย์เพื่อให้นักเรียนในห้อง (ซึ่งเป็นคนทำงาน อายุเฉลี่ยประมาณ 35 ปี) ได้คุยกันเองในกลุ่ม มีการถกเถียงกันเพื่อให้ได้ข้อสรุป แล้วออกมานำเสนอผลต่อเพื่อนๆหน้าห้อง
ปรากฎว่าผมเห็นนักเรียนเวียดนามนั่งคุยกัน ถกเถียงกันอย่างเอาเป็นเอาตาย หน้าดำหน้าแดง จนเวลาผ่านไปเริ่มได้ข้อสรุป แล้วออกมาอภิปรายหน้าชั้น

มีกลุ่มหนึ่งที่รู้สึกประทับใจ ในกลุ่มนี้หัวหน้ากลุ่มได้กำหนดให้มีการแบ่งกลุ่มย่อยเป็น 2 กลุ่ม แต่ละกลุ่มก็ไปหาข้อสรุปจากโจทย์เดียวกัน เมื่อแต่ละกลุ่มย่อยหาข้อสรุปแล้วก็จะนำข้อสรุปสองกลุ่มนี้มาเปรียบเทียบและถกเถียงกัน และของใครดีกว่าก็จะได้เป็นตัวแทนไปนำเสนอ
เมื่อมีการอภิปรายหน้าห้องก็มีการนำเสนอและมีการถกเถียงกันอีกระหว่างกลุ่ม ในประเด็นที่มีความเห็นขัดแย้งกัน จนกระทั่งได้ข้อสรุปที่ทุกฝ่ายเห็นด้วย และยอมรับเหตุผลซึ่งกันและกัน
ผมเคยทดลองวิธีการอย่างนี้กับห้องเรียนที่ผมสอน ในประเทศไทย ปรากฎว่าบรรยากาศของการถกเถียง การเรียนรู้อย่างจริงๆ มีโอกาสเกิดได้น้อยมากถึงมากที่สุด
ผมเชื่อว่าวัฒนธรรมการเรียนรู้ วัฒนธรรมการทำงานร่วมกัน วัฒนธรรมการถกเถียง (ในเรื่องงาน) เป็นสิ่งที่ดี และต้องสร้างให้เกิดขึ้นให้ได้ในประเทศไทย ซึ่งจะทำให้ทรัพยากรมนุษย์ของเราสามารถสร้างสรรค์สิ่งต่างๆได้มากขึ้นอีก
และเราก็จะไม่ต้องกลัว ไม่ต้องถามอีกว่า เวียดนามเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวจริงหรือ จะแซวประเทศไทยแล้วจริงหรือ
หวังว่าคราวหน้าผมไปเวียดนาม กลับมา คงจะไม่ได้ยินคำถามในลักษณะนี้อีก !!
Subscribe to:
Posts (Atom)